วันศุกร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563

ผช.ผบ.ทบ. ตรวจความพร้อมของสนามกีฬาที่ใช้ในการแข่งขัน กีฬาภายในกองทัพบก ครั้งที่ 70 ประจำปี 2563 ในพื้นที่ ทภ.2


วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2563 พลเอก สุนัย ประภูชะเนย์ ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก และคณะ เดินทางลงพื้นที่กองทัพภาคที่ 2 ตรวจความพร้อมของสนามกีฬาที่ใช้ในการแข่งขัน กีฬาภายในกองทัพบก ครั้งที่ 70 ประจำปี 2563 ในพื้นที่ค่าย สุรนารี และค่ายสุรธรรมพิทักษ์ โดยมี พลโท พันธ์พิศิษฐ์ ทรรพวสุ รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 2 ให้การต้อนรับและร่วมคณะ ณ สนามบิน บน.1




และเวลา 10.00 เดินทางถวายสักการะ พระบรมราชานุสาวรีย์ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช และเข้ารับฟังบรรยายสรุป ณ ห้องประชุม 1 กองบัญชาการกองทัพภาคที่ 2 โดยมี พลตรี สัญชัย รุ่งศรีทอง รองแม่ทัพภาคที่ 2 กล่าวให้การต้อนรับ ซึ่ง กองทัพภาคที่ 2 ได้รับมอบหมายจากกองทัพบกให้เป็นเจ้าภาพในการจัดการแข่งขันกีฬาภายในกองทัพบก ในระหว่างวันที่ 6 - 11 มีนาคม 2563 และจะมีพิธีเปิดในวันที่ 6 มีนาคม 2563 ณ สนามกีฬากลาง ค่ายสุรนารี อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา






วันจันทร์ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563

ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก เป็นประธานในงานวันรบพิเศษ ครบรอบปีที่ 54 เพื่อระลึกถึงวีรกรรมอันหาญกล้าของทหารนักรบพิเศษ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน


วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2563 พลเอก สุนัย ประภูชเนย์ ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก เป็นผู้แทนผู้บัญชาการทหารบก เป็นประธานในงานวันรบพิเศษ ครบรอบ 54 ปี ณ กองบัญชาการหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ ค่ายสมเด็จพระนารายณ์มหาราช จ.ลพบุรี โดยมี พลโท ภูมิพัฒน์ จันทร์สว่าง ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ ให้การต้อนรับ โดยกิจกรรมที่มีในวันนี้ ประกอบด้วย พิธีมอบเครื่องหมายแสดงความสามารถพิเศษ นักกระโดดร่มชั้นกิตติมศักดิ์ และประกาศนียบัตร ให้แก่ผู้บังคับหน่วยทหาร ผู้แทนหน่วยงานราชการ และคณะบุคคลต่างๆ จำนวน 260 คน ในฐานะ เป็นผู้ซึ่งทำคุณประโยชน์ อุทิศตนเพื่อสังคม และมีอุปการคุณ แก่หน่วยรบพิเศษ และ กองทัพบก ในห้วงปีที่ผ่านมา เพื่อการเชิดชูเกียรติ เนื่องในวันรบพิเศษประจำปี 2563 , การมอบเครื่องหมายแสดงความสามารถพิเศษ นักกระโดดร่มชั้นกิตติมศักดิ์ และประกาศนียบัตร ให้แก่ผู้บังคับหน่วยทหาร ผู้แทนหน่วยงานราชการ และคณะบุคคลต่างๆ จำนวน 260 คน ในฐานะ เป็นผู้ซึ่งทำคุณประโยชน์ อุทิศตนเพื่อสังคม และมีอุปการคุณ แก่หน่วยรบพิเศษ และ กองทัพบก ในห้วงปีที่ผ่านมา , การมอบโล่ประกาศเกียรติคุณ ให้แก่ข้าราชการ กำลังพล หน่วยรบพิเศษ ซึ่งมีพลการปฏิบัติงานดีเด่น เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติงาน จำนวน 15 นาย



โดย ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก ได้ให้โอวาทแก่ทหารรบพิเศษ กำชับให้ทุกคนยึดมั่นในอุดมการณ์ ของทหารอาชีพ รวมถึงภารกิจในการช่วยเหลือประชาชน เนื่องจากปัจจุบันมีภัยคุกคามต่อความมั่นคงของประเทศชาติทุกรูปแบบ ทั้งภัยจากธรรมชาติ และภัยอันเกิดจากฝีมือมนุษย์ ซึ่ง ทหารรบพิเศษ ถือเป็นกลไกลที่สำคัญยิ่ง ในการทำงานร่วมกับทุกส่วนราชการ และพี่น้องประชาชนทุกหมู่เหล่า ในการสร้างความรัก ความสามัคคี




อย่างไรก็ตามในโอกาสวันรบพิเศษ ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก ยังได้ให้เกียรติ เป็นประธานในพิธี เปิดแพรคลุมป้ายสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อสวัสดิการ ของหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษด้วย

วันจันทร์ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563

กองทัพภาคที่ 3 จัดแถลงข่าวการฝึกร่วม/ผสม คอบร้าโกลด์ 20


วันจันทร์ที่ 17 กุมภาพันธ์ 2563 พลโท ฉลองชัย ชัยยะคำ แม่ทัพภาคที่ 3 เป็นประธานแถลงข่าวการฝึกร่วม/ผสมคอบร้าโกลด์ 20 ซึ่งประกอบด้วยผู้เข้าร่วมรับการฝึกจาก 7 ประเทศ ระหว่างวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ถึง วันที่ 6 มีนาคม 2563 ในพื้นที่จังหวัดพิษณุโลกและจังหวัดสุโขทัย ณ โรงแรม ดิ อิมพีเรียล โฮเทล แอนด์ คอนเวนชั่น เว็นเตอร์ พิษณุโลก อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก


พล.ท. ฉลองชัย ชัยยะคำ มทภ.3 พร้อมด้วย พล.ท. สุภโชค ธวัชพีระชัย มทน.3/ผู้บัญชาการกองกำลังผสมนานาชาติ และ พ.อ. มาร์ค อลัน คัมมิ่งแฮม หัวหน้าโครงการช่วยเหลือประชาชนกองทัพสหรัฐอเมริกา ได้ร่วมกันเป็นเจ้าภาพจัดการฝึกคอบร้าโกลด์ 2020 ซึ่งถือเป็นการฝึกร่วม / ผสม ทางทหารที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้


ซึ่งกองทัพไทยและกองกำลังสหรัฐอเมริการ่วมเป็นเจ้าภาพเป็นครั้งที่ 39 โดยมีประเทศเข้าร่วมการฝึกหลักจำนวน 7 ประเทศ ประกอบด้วยกองทัพไทย, สหรัฐอเมริกา, สิงคโปร์, ญี่ปุ่น, อินโดนีเซีย, สาธารณรัฐเกาหลี และ มาเลเซีย ประเทศที่เข้าร่วมการฝึกเพิ่มเติมในโครงการช่วยเหลือประชาชนมีอีก 2 ประเทศ มีประเทศที่เข้าร่วมสังเกตการณ์ฝึก มีประเทศในโครงการเสนาธิการผสม รวม 29 ประเทศ จำนวนทหารมากกว่า 9,000 นาย


รูปแบบการฝึกประกอบด้วยการฝึกปัญหาที่บังคับการ, โครงการช่วยเหลือประชาชน, การฝึกภาคสนาม และกิจกรรมเสริมเพิ่มพัฒนาขีดความสามารถของกำลังพลที่เข้าร่วมการฝึก ทั้งกองทัพไทย กองทัพสหรัฐอเมริกาและกองทัพ มิตรประเทศ เป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทางวิชาการความชำนาญและเทคโนโลยีทางทหาร รวมทั้งเพิ่มพูนประสบการณ์ให้กับกำลังพล ในการปฏิบัติการของ กองกำลังผสมนานาชาติ อีกทั้งเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการบริหารจัดการสาธารณภัยในภูมิภาคได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก่อให้เกิดความสัมพันธ์อันดีระหว่างทหารไทยและมิตรประเทศ กับประชาชนในพื้นที่การฝึก และเป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศไทยในสายตาประชาคมโลก


นอกจากนี้จะมีการฝึก Cyber Warfare อย่างเต็มรูปแบบครั้งแรก เพื่อเพิ่มประสบการณ์ในการแก้ปัญหาและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างกัน โดยจะทำการฝึกทุกปี ในการฝึกครั้งนี้มีการดูแลเรื่องความสะอาดและการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด - 19 การวางมาตรการป้องกันจากเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ ทั้งที่พัก พื้นที่ฝึก การใช้อุปกรณ์ทำความสะอาดในทุกกรณี ส่วนพิธีเปิดการฝึกคอบร้าโกลด์ 2020 จะมีขึ้นในวันที่ 25 ก.พ. 2563 ที่ ลานอเนกประสงค์ ทภ.3 ค่ายสมเด็จพระเอกาทศรถ จว.พ.ล. ดูน้อยลง


วันเสาร์ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563

พระราชทานเพลิงศพ สิบเอก เมธา เลิศศิริ


วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2563 เวลา 16.00 น. ที่วัดโพธิ์สมภรณ์ พระอารามหลวง ตำบลหมากแข้ง อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ พลเอก กัมปนาท รุดดิษฐ์ องคมนตรี เป็นประธานพิธีพระราชทานเพลิงศพ สิบเอก เมธา เลิศศิริ ผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์กราดยิงพลเรือนและเจ้าหน้าที่ที่จังหวัดนครราชสีมา โดยมี พลเอก ชัยชาญ ช้างมงคล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม, พลเอก ณัฐ อินทรเจริญ ปลัดกระทรวงกลาโหม, พลเอก อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก, พลเอก ณรงค์พันธ์ จิตต์แก้วแท้ ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก, พลโท ธัญญา เกียรติสาร แม่ทัพภาคที่ 2, นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชจังหวัดอุดรธานี และพลตรี วินัย เจริญศิลป์ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 24 พร้อมด้วย ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ หัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการพลเรือน ตุลาการ ทหาร ตำรวจ รัฐวิสาหกิจ ภาคเอกชน ประชาชน และครอบครัวผู้วายชนม์มาร่วมพิธีเพื่อไว้อาลัยท่ามกลางบรรยากาศที่เศร้าโศก







ในการนี้ องคมนตรี ประธานในพิธี ได้มอบหมายรับสั่งพร้อมธงชาติ เพื่อเป็นเกียรติประวัติแก่ครวบครัว และผู้บัญชาการทหารบก ได้มอบเงินช่วยเหลือแก่ครอบครัว สิบเอก เมธา เลิศศิริ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงแสดงความเสียพระราชหฤทัยต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และพระราชทานกำลังใจให้แก่ครอบครัว สิบเอก เมธา เลิศศิริ และทรงรับศพไว้ในพระบรมราชานุเคราะห์ รวมทั้งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้นายพลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรี เป็นประธานพิธีพระราชทานน้ำหลวงอาบศพ เชิญสิ่งของพระราชทานมอบให้กับครอบครัว สิบเอก เมธา เลิศศิริ เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจ และพระราชทานพวงมาลาหลวง พวงมาลาพระราชทาน พวงมาลาประทาน ของพระบรมวงศานุวงศ์ วางหน้าหีบศพ พระราชทานพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรม และพระราชทานเพลิงศพ


สิบเอกเมธา เลิศศิริ หรือ แบงค์ เป็นบุตรของนายบุญมา เลิศศิริ และนางกรรณิกา ประโกทะสังฆ์ เกิดเมื่อวันเสาร์ที่ 8 พฤศจิกายน 2540 ณ โรงพยาบาลบ้านผือ อำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี มีพี่น้องรวมจำนวน 2 คน คือ สิบเอกเมธา เลิศศิริ สัญชาติไทยผู้วายชนม์ และนายสเมว ค็อปแลนด์ สัญชาติอังกฤษ การศึกษา สิบเอกเมธา เลิศศิริ เข้าเรียนที่โรงเรียนบ้านลาดหอคำ จนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จากนั้นได้ศึกษาต่อที่โรงเรียนบ้านหวยชัยงัว จังหวัดหนอคาย จนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ก็ได้ออกมาช่วยคุณตากับคุณยาย ซึ่งได้แก่ คุณตาอุดม และคุณยายประพันธ์ ประโกทะสังฆ์ ทำสวนยาง จนครบอายุเกณฑ์ทหารได้เข้าสมัครเป็นทหารกองประจำการซึ่งเจ้าตัวรักอาชีพการเป็นทหารมากจึงไม่เสี่ยงในการจับใบดำหรือใบแดง เพราะกลัวว่าจะไม่เป็นทหารตามที่ตนรัก ซึ่งได้เข้ารับการบรรจุเป็นกองประจำการที่กองพันสรรพาวุธกระสุนที่ 22 กองบัญชาการช่วยรบที่ 2 จังหวัดนครราชสีมา ในผลัดที่ 1 ประจำปี 2561
ขณะเข้าราชการเป็นทหารกองประจำการนั้น ได้ศึกษาต่อการศึกษานอกโรงเรียนจนจบมัธยมศึกษาตอนปลายที่หน่วยจัดให้ ซึ่งในเดือนเมษายน 2563 จะจบการศึกษาและปลดประจำการ



ในวันที่ 1 พฤษภาคม 2563 สิบเอกเมธา เลิศศิริ สมรสกับนางสาวสุนารี แก้วกิ่งคำ ในปี 2557 แต่มิได้จดทะเบียนสมรส มีบุตร 1 คน คือ ด.ช.วราวุฒิ เลิศศิริ เกิดเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2558 ณ โรงพยาบาลท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย แต่ภายหลังได้เลิกรากับภรรยา ในส่วนบุตรคุณแม่ นางกรรณิการ์ ซึ่งอาศัยอยู่ ณ ต่างประเทศและ คุณตาคุณยาย ได้เลี้ยงดู


ประวัติการรับราชการ สิบเอกเมธา เลิศศิริ เป็นผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื้อสัตย์สุจริต คำนึงถึงประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลักเป็นผู้มีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ มีนิสัยโอบอ้อมอารีรักหมู่คณะและรักพี่รักน้องรักผู้บังคับบัญชาเป็นผู้มีน้ำใจประเสริฐตลอดระยะเวลารับราชการ ได้ทุ่มเทแรงกายแรงใจแรงสติปัญญาทำงานเพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์สร้างคุณประโยชน์เป็นอย่างยิ่งในด้านครอบครัวเป็นผู้นำครอบครัวเป็นคุณพ่อที่เปี่ยมด้วยความเมตตาให้กับบุตรทำให้ครอบครัวมีความอบอุ่นมีความสุขยิ่ง






สิบเอกเมธา เลิศศิริ ได้ประสบเหตุการณ์ไม่คลาดคิดขณะปฏิบัติหน้าที่รักษาการคลังอาวุธ ประจำกองพันสรรพาวุธกระสุนที่ 22 กองบัญชาการช่วยรบที่ 2 ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2563 ในเวลาประมาณ 15.40 นาที ผู้ก่อเหตุได้เข้ามาปล้นปืนในคลังอาวุธดังกล่าว สิบเอกเมธา เลิศศิริ ได้สกัดยับยั้งผู้ก่อเหตุจึงทำให้ผู้ก่อเหตุใช้อาวุธปืนยิงเข้าบริเวณซี่โครงด้านซ้ายทำให้ได้รับบาดเจ็บสาหัส ได้ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารีซึ่งเป็นโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด ณ จุดเกิดเหตุ สุดความสามารถที่แพทย์จะช่วยยื้อชีวิตเอาไว้ได้ สุดท้ายสิบเอกเมธา เลิศศิริได้สิ้นลมในเวลา 16.36 น.สิริอายุได้ 22 ปี 3 เดือน การสูญเสียในครั้งนั้นเป็นการสูญเสียในขณะปฏิบัติหน้าที่ในยามปกติทางราชการจึงได้ปูนบำเหน็จให้ 3 ชั้นยศ 6 ขั้นเงินเดือน จากพลทหารเมธา เลิศศิริ เป็นสิบเอกเมธา เลิศศิริ






วันอังคารที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563

แม่ทัพน้อยที่ 3 เยี่ยมกำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บจากการปะทะกับกลุ่มขบวนการค้ายาเสพติด พบกระสุนฝังในไม่สามารถเอาออกได้


วันที่ 4 กพ.2563 09.00 น.พล.ท.สุภโชค ธวัชพีระชัย แม่ทัพน้อยที่ 3 ในฐานะรองผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด กองทัพภาคที่ 3 เป็นผู้แทน พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก พร้อมด้วย พล.ต.บุญยืน อินกว่าง รองแม่ทัพน้อยที่ 3 ในฐานะผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการบริหารการแก้ไขปัญหายาเสพติดชายแดนภาคเหนือ พร้อมคณะเข้าเยี่ยมทหารที่ได้รับบาดเจ็บจากการปะทะกลุ่มขบวนการค้ายาเสพติดพื้นที่ อำเภอเชียงดาว ที่โรงพยาบาลมหาราช จังหวัดเชียงใหม่ จากการปะทะกับกลุ่มขบวนการค้ายาเสพติดเป็นเหตุให้ ร.ท. อาทิตย์ เกี๋ยงคำ หัวหน้าชุดปฏิบัติการพิเศษศูนย์ปฏิบัติการบริหารการแก้ไขปัญหายาเสพติดชายแดนภาคเหนือ ได้รับบาดเจ็บจากกระสุนปืน 2 นัด ที่สะบักด้านขวาและที่บริเวณแขนซ้ายกระสุนฝังในไม่สามารถเอากระสุนออกได้เพราะเกรงจะเกิดอันตราย ขณะนี้อาการดีขึ้นมากสามารถพูดคุยได้ คาดว่าวันนี้จะสามารถออกจากห้อง ไอซียูได้



แม่ทัพน้อยที่ 3 กล่าวว่า พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบกฝากความห่วงใยพร้อมของเยี่ยมให้กับ ร.ท. อาทิตย์ เกี๋ยงคำ เพื่อเป็นขวัญกำลังใจในช่วงรักษาตัว พร้อมขอให้กำลังพลที่ปฏืบัติงานทำงานด้วยความระมัดระวัง ทั้งนี้ทางหน่วยจะดูแลกำลังพลและครอบครัวให้ดีที่สุด อย่างไรก็ตามสถานการณ์ยาเสพติดในภาพรวมยังคงมีความพยายามในการที่จะนำเข้ายาเสพติดในพื้นที่ตอนในจำนวนมากเนื่องจากแรงจูงใจด้านราคา ทั้งนี้ทุกฝ่ายทั้งทหาร ตำรวจ พลเรือนได้จัดตั้งแหล่งข่าวของตนเองขึ้น เพื่อพยายามเข้ามาทำลายการปฏิบัติงานของกลุ่มขนวนการนี้อย่างต่อเนื่อง



วันจันทร์ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563

แก๊งยาเสพติดยิงปะทะทหารเจ็บ 2 ยึดยาบ้า 2.9 ล้านเม็ด เฮโรอีน 27.2 กก.


วันที่ 3 ก.พ.63 เวลา 08.00 น. ร.ท.อาทิตย์ เกี๋ยงคำ หน.ชป.พิเศษ ศป.บส.ชน. ได้นำกำลังเข้าตรวจค้นขบวนการลำเลียงยาเสพติดของกลุ่มค้ายาเสพติด บ้านนากองมู รัฐฉาน ของสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ที่ขนยาเสพติดข้ามชายแดนเข้ามาที่บ้านลีซอป่าบงงาม ต.เมืองนะ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ ในช่วงแสดงตัวเข้าตรวจค้นทางฝ่ายกำลังคุ้มกันยาเสพติดไม่ทราบจำนวน ได้ใช้อาวุธปืนยิงเข้าใส่ฝ่ายทหาร จึงเกิดการปะทะกันนานร่วม 10 นาที จนฝ่ายตรงข้ามล่าถอยออกไปกลับเข้าสู่สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ทางฝ่ายทหารได้รับบาดเจ็บสาหัส ถูกยิงเข้าบริเวณกลางหลัง ประกอบด้วย ร.ท. อาทิตย์ เกี๋ยงคำ หน.ชป.พิเศษ ศป.บส.ชน. และมีทหารบาดเจ็บอีก 1 ราย จึงได้รีบประสานขอกำลังสนับสนุน และขอเฮลิคอปเตอร์จากกองกำลังผาเมือง นำตัวนายทหารที่ได้รับบาดเจ็บส่งโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่โดยด่วน



ต่อมา 14.30 น. พล.ท.สุภโชค ธวัชพีระชัย แม่ทัพน้อยที่ 3 ในฐานะรอง ผอ.ศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด กองทัพภาคที่ 3 พล.ต.บุญยืน อินกว่าง ผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการบริหารการแก้ไขปัญหายาเสพติดชายแดนภาคเหนือ พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่เกิดเหตุ เพื่อตรวจสอบการปฏิบัติงานของหน่วยภายหลังเกิดการปะทะ กลุ่มขบวนการค้ายาเสพติดช่วงเช้าที่ผ่านมาโดยเข้าเคลียร์พื้นที่ปะทะอย่างละเอียด ในเบื้องต้นพบยาเสพติดในกระเป๋าเป้กระจัดกระจายอยู่ทั่วบริเวณจุดปะทะ ตรวจพบยาบ้า จำนวน 29 เป้ จำนวนกว่า 2.9 ล้านเม็ด เฮโรอีน 5 กระสอบ ประมาณ 27.2 กิโลกรัม และอาวุธปืนอาก้าของฝ่ายตรงข้ามจำนวน 1 กระบอก



พล.ท.สุภโชค ธวัชพีระชัย แม่ทัพน้อยที่ 3 กล่าวว่า จากการข่าวชุดปฏิบัติการพิเศษพบว่ากลุ่มขบวนการค้ายาเสพติด บ.นากองมู รัฐฉาน สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาจะมีการลำเลียงยาเสพติดเข้าทางหนองกะลาง อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ ผ่านเส้นทางป่าเข้ามาพื้นที่ บ.ลีซอป่าบงงาม ต.เมืองนะ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ จึงได้จัดกำลังเข้าทำการสกัดกั้นเมื่อเวลา 03.00 น. วันที่ 3 ก.พ.จนกระทั่งเวลา 06.00 น.ได้พบกลุ่มขบวนการลำเลียงยาเสพติดผ่านเข้ามา จึงได้แสดงตัวขอตรวจค้น ปรากฏว่าถูกกองกำลังคุ้มกันที่ติดตามมาได้ใช้อาวุธปืนยิงเข้าใส่ฝ่ายทหารทันที จึงเกิดปะทะกันขึ้นจนทำให้ฝ่ายทหารถูกยิงได้รับบาดเจ็บ จำนวน 2 นาย ขณะนี้รักษาตัวอยู่ที่ รพ.มหาราชนครเชียงใหม่ และ รพ.เชียงดาว ซึ่งทหาร 2 นายพ้นขีดอันตรายแล้ว ปัจจุบันมีการเพิ่มเติมกำลังจากหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารม้าที่ 4 เข้าเคลียร์พื้นที่แล้ว เบื้องต้นตรวจพบยาบ้า จำนวน 29 เป้ จำนวนกว่า 2.9 ล้านเม็ด เฮโรอีน 5 กระสอบ ประมาณ 27.2 กิโลกรัม.